“อิตัลไทยวิศวกรรม” ได้รับงานจาก EGCO 150 ล้าน

    “อิตัลไทยวิศวกรรม” เซ็นสัญญางานก่อสร้างระบบท่อจำหน่ายไอน้ำ และระบบสายส่ง 22kV ของโรงไฟฟ้าบ้านโป่ง ยูทิลิตี้ ขนาด 2×135 MW กับ EGCO ด้วยงบการดำเนินงาน 150 ล้านบาท ตั้งที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี พื้นที่ประมาณ 37 ไร่ งบลงทุนประมาณ 9,000 ล้านบาท เพื่อรองรับอัตราการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตขึ้น เริ่มจ่ายไฟฟ้าได้จริงในวันที่ 1 ตุลาคม 2560

    นายสกล เหล่าสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิตัลไทยวิศวกรรม จำกัด หรือ (ITALTHAI Engineering : ITE) หนึ่งในบริษัทผู้นำตลาดทางด้านวิศวกรรม ภายใต้ “อิตัลไทย กรุ๊ป” ผู้นำตลาดในการให้บริการงานก่อสร้างแบบครบวงจร สำหรับงานระบบสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ โรงไฟฟ้า สถานีไฟฟ้า รวมไปถึงงานวิศวกรรมระบบไฟฟ้าและเครื่องกล เปิดเผยว่า อิตัลไทยวิศวกรรมได้รับความไว้วางใจจากบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO ในการเซ็นสัญญางานก่อสร้างระบบท่อจำหน่ายไอน้ำและระบบสายส่ง 22kV ของโรงไฟฟ้าบ้านโป่ง ยูทิลิตี้ ขนาด 2×135 MW ซึ่งผลิตไฟฟ้าโดยใช้แก๊สธรรมชาติ ตั้งอยู่ที่ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี

    โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้จำหน่ายให้ EGAT และส่วนที่เหลือ 40 MW รวมถึงไอน้ำจำนวน 100 ตัน/ชม. จำหน่ายให้โรงงานกระดาษ สยามคาร์ฟ (SKIC) พื้นที่โครงการประมาณ 37 ไร่ งบลงทุนประมาณ 9,000 ล้านบาท และจะเริ่มจ่ายไฟฟ้าได้จริงในวันที่ 1 ตุลาคม 2560 ซึ่งโครงการโรงไฟฟ้าบ้านโป่ง ยูทิลิตี้ นี้จะส่งผลให้ประชาชนหรือโรงงานอุตสาหกรรมในบริเวณใกล้เคียงมีเสถียรภาพในระบบไฟฟ้าที่สูงขึ้น และยังส่งผลดีต่อประเทศไทยที่จะได้มีโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับอัตราการเพิ่มขึ้นของการใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องในอนาคตอีกด้วย

    สำหรับบริษัท อิตัลไทยวิศวกรรม จำกัด จะรับผิดชอบในส่วนของการก่อสร้างระบบท่อจำหน่ายไอน้ำ และระบบสายส่ง 22kV (Process Steam Piping and 22kV Transmission Line System of Banpong Utilities SPP Project) โดยเป็นผู้ออกแบบ จัดหา และติดตั้ง รวมถึงทดสอบระบบ ระบบสายส่งไฟฟ้า 22kV ขนาด 40MW ไปยังโรงงานกระดาษ สยามคาร์ฟ (SKIC) รวมถึงท่อส่งไอน้ำ ขนาด 100 ตัน/ชม. ซึ่งมีมูลค่าสัญญารวมโดยประมาณ 150 ล้านบาท
    การก่อสร้างระบบไฟฟ้าสายส่ง 22kV และท่อส่งไอน้ำส่วนใหญ่ต้องดำเนินการในพื้นที่ของ SKIC ซึ่งโรงงานกำลังดำเนินการผลิตอยู่ จึงต้องใช้ความระมัดระวังในการทำงานเป็นอย่างมากเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายและกระทบหรือรบกวนการผลิตของโรงงาน จึงต้องเข้มงวดในขั้นตอนการทำงานที่รัดกุมและคำนึงถึงความปลอดภัยในการทำงานเป็นพิเศษ เพื่อให้เจ้าของโครงการ และผู้เกี่ยวข้องเกิดความเชื่อมั่น
    ทั้งนี้ในปัจจุบัน อิตัลไทยวิศวกรรม ดำเนินงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน อาทิเช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ให้กับ บริษัท โรงพยาบาลยันฮี จำกัด, บริษัท บี.กริม ยันฮี โซลาร์ เพาเวอร์ จำกัด และบริษัท โซลาร์วา จำกัด รวมขนาด 91.7 เมกะวัตต์ ในจังหวัดนครปฐมและพระนครศรีอยุธยา, โครงการโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ของบริษัท ซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี่ อยู่ในเครือบริษัท ซุปเปอร์ บล๊อก จำกัด (มหาชน) ขนาด 41 เมกะวัตต์, สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม บริษัทฯได้ร่วมกับบริษัท โกลด์วินด์ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลมเลียบชายฝั่ง-ปากพนัง ขนาด 10 เมกะวัตต์ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้กับบริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ วิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (iWIND) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ IFEC group และโครงการชัยภูมิวินด์ฟาร์มให้กับบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) (EGCO) ขนาด 80 เมกะวัตต์
    นอกจากนี้บริษัทได้ดำเนินงานก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง อาทิเช่น งานก่อสร้างสถานีไฟฟ้าย่อยระบบ 115 kV แบบ GIS ของการไฟฟ้านครหลวง ได้แก่ สถานีพร้อมพงษ์ คลองกระเทียม คลองสิบศอก และสถานีย่อยรัตนาธิเบศร์ งานก่อสร้างสถานีไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้แก่ ก่อสร้างปรับปรุงสถานีไฟฟ้าระบบ 22 และ 33 kV จาก Outdoor เป็น Indoor ที่สถานีไฟฟ้านครศรีธรรมราช 1, เพชรบุรี 1, พุนพิน 1 และทุ่งสง , งานก่อสร้างสถานีไฟฟ้าย่อยระบบ 115 kV เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี, โครงการระบบสายส่งไฟฟ้า และระบบท่อส่งไอน้ำสำหรับนิคมอุตสาหกรรมบางปู ระบบท่อน้ำ Recycle/Wastewater สำหรับโรงไฟฟ้าบางปู,
    รวมถึงงานก่อสร้างงานระบบประกอบอาคารขนาดใหญ่และโรงพยาบาล และงานก่อสร้างโรงงานในกลุ่มปิโตรเคมีและน้ำมัน ได้แก่ โครงการบ้านทิวทะเล 2 คอนโดมิเนียม จังหวัดเพชรบุรี, โครงการโรงแรมศรีพันวา จังหวัดภูเก็ต, งานก่อสร้างหน่วยวิจัยก๊าซผสมของโครงการ PTT Innovation Park บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, PPC Project ของบริษัทซิโนเปค เอ็นจิเนียริ่ง จากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, TPE Pilot Plant Complex Project (บริษัท ไทยโพลิเอททีลีน จำกัด) และ Expanded Raw Water Treatment System for ROCD Project (บริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด) ของ SCG Chemicals
    นายสกล กล่าวต่อว่า “ในปี 2559 บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายในการพัฒนาระบบการบริหารอย่างต่อเนื่อง ยกระดับมาตรฐานระบบการบริหารคุณภาพสู่มาตรฐาน ISO9001 ใน Version ใหม่ 2015 พร้อมเข้าสู่มาตรฐานระบบบริหารด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในระดับสากล OHSAS18001 และ ISO14001 รองรับการแข่งขันในระดับนานาชาติ รวมถึงการลงทุนบุคลากรในหน่วยงานด้านพัฒนาธุรกิจ และในปี 59 นี้ บริษัทฯตั้งเป้าหมายรายได้ในระดับ 5.6 พันล้านบาท และเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 8 พันล้านบาทภายใน 5 ปี” นายสกล กล่าวปิดท้าย